หน้าแรก ร่วมงานกับเรา ติดต่อเรา
Th En
ภาวะอุตสาหกรรม

เศรษฐกิจไทยปี 2559 และแนวโน้มปี 2560

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ แถลงว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2559 ขยายตัวร้อยละ 3.2 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 3.5 ในไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สาม ขยายตัวจากไตรมาสที่สองของปี 2559 ร้อยละ 0.6 รวม 9 เดือนแรกของปี 2559 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 3.3 ด้านการใช้จ่าย การใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนภาครัฐขยายตัวดีต่อเนื่อง การส่งออกบริการขยายตัวเร่งขึ้น และการส่งออกสินค้ากลับมาขยายตัว ในด้านการผลิต สาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวเร่งขึ้น สาขาคมนาคมขนส่ง สาขาก่อสร้าง สาขาการค้าส่งค้าปลีกและสาขาอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง และสาขาเกษตรกรรมกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบแปดไตรมาส

ส่วนเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 4 ปี 2559 ขยายตัวได้ในอัตรา 3.0% ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจปี 2559 สามารถขยายตัวได้ 3.2% ตามที่คาดไว้ ทั้งนี้ เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกที่ขยายตัวสูงขึ้น, การใช้จ่ายของรัฐบาล และการลงทุนโดยรวมที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้จ่ายของประชาชนก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปี 2559

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2560

สภาพัฒน์ฯคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.0 - 4.0 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากปี 2559 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) การปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ ของภาคการส่งออกซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ดีขึ้น (2) การขยายตัวเร่งขึ้นของการผลิตภาคการเกษตรซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน และ (3) การลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่อง และ (4) แรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มที่จะยังอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 การบริโภคของครัวเรือนและการลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 2.7 และร้อยละ 5.0 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในช่วงร้อยละ 1.0-2.0 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 10.2 ของ GDP

การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2560

ภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสำหรับปี 2560 โดยเน้นในเรื่องของ

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย (1) อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 (2) อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 และ (3) อัตราการเบิกจ่ายงบเหลื่อมปีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 ควบคู่กับการดำเนินโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งและการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญๆทั้งการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกและการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
  2. การรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญกับ (1) การดำเนินการตามยุทธศาสตร์แผนการตลาดท่องเที่ยวปี2560 (2) การชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเกี่ยวกับมาตรการทัวร์ศูนย์เหรียญ (3) การประชาสัมพันธ์กิจกรรมท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยวและบริษัทท่องเที่ยวต่างชาติ และ (4)การรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ
  3. การสนับสนุนและเร่งรัดการส่งออกให้สามารถกลับมาขยายตัวโดยให้ความสำคัญกับการดำเนินยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการส่งออกของไทยปี 2560 โดยเฉพาะการขยายตลาดส่งออกเชิงรุก การตลาดที่สอดคล้องกับกลุ่มตลาดเป้าหมาย การส่งเสริมการค้าชายแดนเชื่อมโยงประเทศใน CLMV การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการด้วยการใช้นวัตกรรม และการติดตามและระมัดระวังมาตรการกีดกันทางการค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะภายใต้แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของกระแสการต่อต้านการค้าที่ไม่เป็นธรรมในประเทศสำคัญๆ
  4. การฟื้นฟูเกษตรกรและการเตรียมมาตรการรองรับการขยายตัวของการผลิตทางการเกษตร โดยให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิต การส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ การปลูกพืชและการใช้วิธีการผลิตที่มีความเหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ และการลดขั้นตอนทางการตลาดเพื่อให้รายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเป็นของเกษตรกรมากขึ้น
  5. การสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดย (1) การขับเคลื่อนการส่งออกให้สามารถกลับมาขยายตัวในระดับที่เหมาะสมเพื่อลดกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม (2) การดำเนินมาตรการเชิงรุกชักจูงนักลงทุนในสาขาเป้าหมายการพัฒนาและบริการสำหรับอนาคตการพัฒนาประเทศ เช่น อุตสาหกรรมและบริการเป้าหมายภายใต้กรอบการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรม และกรอบการส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (IHQ) และการจัดตั้งบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (ICT) (3) การดำเนินการและประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งและการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกและพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (4) การอำนวยความสะดวกนักลงทุนที่ย้ายฐานการผลิตกลับประเทศและนักลงทุนที่ย้ายฐานการผลิตจากประเทศที่มีข้อจำกัดในด้านการส่งออก (5) การประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลและข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับ Roadmap ทางการเมืองรวมทั้งเจตนารมณ์และสาระสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาและการปฏิรูปประเทศภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ


ภาวะและแนวโน้มของอุตสาหกรรมด้านพลังงานไฟฟ้า

กระทรวงพลังงานได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดทําแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ในปี 2558 เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้น โดยกระทรวงพลังงาน ได้วางกรอบแผนบูรณาการพลังงานแห่งชาติ จัดทําเป็น 5 แผนหลัก ได้แก่

  1. แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Thailand Power Development Plan: PDP)
  2. แผนอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Development Plan: EEDP)
  3. แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Development Plan: AEDP)
  4. แผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติของไทย และ
  5. แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งการจัดทําแผนบูรณาการพลังงานแห่งชาติ และ แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558 – 2579 (แผน PDP2015) จะให้ความสําคัญใน ประเด็นดังนี้ (1) ด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ต้องตอบสนองปริมาณความต้องการไฟฟ้า เพื่อรองรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยจะสอดคล้องกับอัตราการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจ อัตราเพิ่มของประชากร และอัตราการขยายตัวของเขตเมือง รวมถึงการกระจายสัดส่วน เชื้อเพลิง (Fuel diversification) ที่ใช้ผลิตไฟฟ้าให้มีความเหมาะสม (2) ด้านเศรษฐกิจ (Economy) ต้องคํานึงถึงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสม ประชาชนและภาคธุรกิจยอมรับได้และไม่เป็นอุปสรรคต่อ การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว การใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพในภาค เศรษฐกิจต่างๆ เพื่อชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าและลดการนําเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และ (3) ด้าน สิ่งแวดล้อม (Ecology) ต้องลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการ ผลิตไฟฟ้า จากการปลดปล่อยของโรงไฟฟ้า นอกจากนี้แผน PDP2015 ได้เน้นการเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า ด้วยการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า การลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด การจัดหาไฟฟ้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนวียน รวมทั้ง การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า ระบบจําหน่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับการพัฒนาพลังงานทดแทน และการเข้าสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยแผนPDP2015 ได้ ผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นจาก คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2558 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบแผน PDP2015 ใน การประชุมฯ ครั้งที่ 2/2558 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบ มติ กพช. ดังกล่าว เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558

ในการจัดทำแผน PDP2015 จะต้องสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้คาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวที่ร้อยละ 3.94 ต่อปี และในส่วนของการบูรณาการกับแผนพลังงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าผลการเพิ่มประสิทธิภาพตามแผนอนุรักษ์พลังงาน จะส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าลดลงประมาณ 89,672 ล้านหน่วย (GWh) ในปี 2579 นอกจากนั้น ยังมีแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เน้นการพัฒนาพลังงานทดแทนให้เต็มตามศักยภาพในแต่ละพื้นที่ โดยจะมีการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ รวมถึงพลังงานทดแทนอื่นๆ เช่น ลม แสงอาทิตย์ พร้อมขยายระบบส่งไฟฟ้าและระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ 3 การไฟฟ้า ให้รองรับการส่งเสริมพลังงานทดแทนเป็นรายพื้นที่ ตลอดจนพัฒนาระบบ Smart Grid เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ซึ่งจากนโยบายดังกล่าวได้ประมาณการสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงของแผน PDP2015 ในปี 2579 ไว้ดังนี้

สำหรับค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าที่ใช้ในการจัดทำแผน PDP2015 เมื่อรวมผลของแผนอนุรักษ์พลังงานและแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกแล้ว ในช่วงปี 2557 – 2579 ความต้องการพลังงานไฟฟ้ารวมสุทธิของประเทศมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 2.67 ต่อปี ในปี 2579 ค่าพยากรณ์ความต้องการพลังงานไฟฟ้ารวมสุทธิ (Energy) และพลังไฟฟ้าสูงสุดสุทธิ (Peak) ของประเทศมีค่าประมาณ 326,119 ล้านหน่วย และ 49,655 เมกะวัตต์ ตามลำดับ

จากสมมุติฐานข้างต้น เมื่อสิ้นแผนพัฒนากำลังผลิตฯในปลายปี 2579 จะมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมสุทธิ 70,335 เมกะวัตต์ โดยประกอบด้วยกำลังผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน ณ สิ้นปี 2557 เท่ากับ 37,612 เมกะวัตต์ กำลังผลิตของโรงไฟฟ้าใหม่รวม 57,459 เมกะวัตต์ มีการปลดกำลังผลิตโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุ ในช่วงปี 2558 - 2579 จำนวน 24,736 เมกะวัตต์

กำลังผลิตไฟฟ้าในช่วงปี 2558 - 2579
กำลังผลิตไฟฟ้า ณ ธันวาคม 2557 37,612 เมกะวัตต์
กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ในช่วงปี 2558 - 2579 57,459 เมกะวัตต์
กำลังผลิตไฟฟ้าที่ปลดออกจากระบบ ในช่วงปี 2558 - 2579 -24,736 เมกะวัตต์
รวมกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น ณ สิ้นปี 2579 70,335 เมกะวัตต์

กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ในช่วงปี 2558 - 2579 เท่ากับ 57,459 เมกะวัตต์ แยกตามประเภทโรงไฟฟ้า ดังนี้
โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 21,648 เมกะวัตต์
- ในประเทศ 12,105 เมกะวัตต์
- ซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ 9,543 เมกะวัตต์
โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ 2,101 เมกะวัตต์

โรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น 4,119 เมกะวัตต์

   
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 17,478 เมกะวัตต์
โรงไฟฟ้าพลังความร้อน 12,113 เมกะวัตต์
- โรงไฟฟ้าถ่านหิน/ลิกไนต์ 7,390 เมกะวัตต์
- โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2,000 เมกะวัตต์
- โรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส 1,250 เมกะวัตต์
- ซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ 1,473 เมกะวัตต์
รวม 57,459 เมกะวัตต์

ในส่วนของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ( Alternative Energy Development Plan – AEDP 2010 REV 3 ) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้มีมติเมื่อวันที่ 16 กรกฏาคม 2556 ให้ปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ระหว่างปี 2555- 2564 โดยเพิ่มเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ทุกประเภท จากเดิม 9,201 เมกกะวัตต์ เป็น 13,927 เมกกะวัตต์ ตามวัตถุประสงค์ที่จะลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชน และ สนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในประเทศ สามารถสรุปกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนตามแผน PDP 2010 ปรับปรุงครั้งที่ 3 ดังนี้

กำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกในปี 2555 -2564 แยกตามประเภทโรงไฟฟ้า

หน่วย : เมกกะวัตต์

ประเภทพลังงานี้ เป้าหมายการผลิตและรับซื้อ
ตาม PDP Rev.3 ปรับปรุง 16 ก.ค.2556
พลังงานลม
1,200
1,800
พลังงานแสงอาทิตย์
2,000
3,000
พลังน้ำขนาดเล็ก
1,608
324
ชีวมวล
3,630
4,800
ก๊าซชีวภาพ
600
3,600
ขยะ
160
400
พลังงานรูปแบบอื่น
3
3
รวม
9,201
13,927

ที่มา : คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

และเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 กพช. ได้มีมติเห็นชอบ แผน PDP 2015 ซึ่งได้วางแนวทางการจัดทำ AEDP 2015 ภายใต้แผน PDP 2015 โดยกำหนดเป็นนโยบาย ดังนี้

  1. ส่งเสริมพลังงานจากขยะ และตามด้วยพลังงานชีวภาพ ได้แก่ ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ เป็นอันดับแรก
  2. กำหนดเป้าหายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตามรายภูมิภาค หรือการ Zoning ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าและศักยภาพพลังงานหมุนเวียน
  3. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์และลม เมื่อต้นทุนการผลิตสามารถแข่งขันได้กับการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ที่นำเข้าจากต่างประเทศ และส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าที่เกิดการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง และการลดการนำเข้าพลังงานจากฟอสซิล และ
  4. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนด้วยวิธีการแข่งขันด้านราคา (Competitive Bidding) ตามแผน PDP 2015 โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนจากร้อยละ 9 เป็นร้อยละ 20 ของปริมาณความต้องการไฟฟ้ารวมของประเทศในปี 2579 คิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวมประมาณ 19,635 เมกะวัตต์
  5. สรุปแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 - 2579 (AEDP 2015)

    เป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนเพื่อการผลิตไฟฟ้า

    ประเภทเชื้อเพลิง สถานภาพ สิ้นปี 2557*
    (เมกะวัตต์)
    เป้าหมายปี 2579
    (เมกะวัตต์)
    ขยะชุมชน
    65.72
    500.00
    ขยะอุตสาหกรรม
    -
    50.00
    ชีวมวล
    2,451.82
    5,570.00
    ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย)
    311.50
    600.00
    พลังน้ำขนาดเล็ก
    142.01
    376.00
    ก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน)
    -
    680.00
    พลังงานลม
    224.47
    3,002.00
    พลังงานแสงอาทิตย์
    1,298.51
    6,000.00
    พลังน้ำขนาดใหญ่
    -
    2,906.40**
    รวมเมกะวัตต์ติดตั้ง (เมกะวัตต์)
    4,494.03
    19,684.40
    รวมพลังงานไฟฟ้า (ล้านหน่วย)
    17,217
    65,588.07
    ความต้องการพลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศ (ล้านหน่วย)
    174,467
    326,119.00
    สัดส่วนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน (%)
    9.87
    20.11

    ที่มา: แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 (Alternative Energy Development Plan: AEDP2015) กระทรวงพลังงาน

    จากรายละเอียดข้างต้น จะเห็นได้ว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการจัดการด้านพลังงาน ซึ่งในส่วนของระบบไฟฟ้า ได้วางแผนการจัดหาไฟฟ้าให้มีการกระจายชนิดของเชื้อเพลิง เพื่อลดความเสี่ยงด้านการจัดหา ความผันผวนทางด้านราคา และลดต้นทุนการผลิต รวมถึงส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและชีวมวล ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ ทั้งลม แสงอาทิตย์ พลังน้ำ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ พลังงานจากขยะ ส่งเสริมการจัดหาและการใช้พลังงานที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดมาตรฐานด้านต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดโครงการกลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก

    การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการด้านพลังงาน และส่งเสริมให้นโยบายด้านพลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติโดยเพิ่มปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2555-2564 (AEDP) จาก 9,201 เมกกะวัตต์ เป็น 13,927 เมกกะวัตต์ และตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (AEDP 2015) ที่มีความต้องการกำลังไฟฟ้าสูงถึง 19,684.40 เมกกะวัตต์ นั้นจะเป็นที่มาของการเพิ่มการลงทุนในงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้า งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมถึงการลงทุนด้านโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน ทำให้ให้มีการเพิ่มขนาดของตลาด งานระบบสายส่ง 115-500 เควี สถานีไฟฟ้าย่อย รวมถึงงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นการลงทุนระดับ SPP และ VSPP ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสที่จะขยายการเติบโตของรายได้และกำไรในระยะยาว ซึ่งในช่วงของแผน PDP 2015 ได้ระบุถึงแผนงานการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า ดังนี้

    • โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จํานวน 9 โครงการ
    • โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า จํานวน 7 โครงการ
    • โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน จํานวน 5 โครงการ
    • โครงการระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการเชื่อมต่อโรงไฟฟ้า จํานวน 9 โครงการ (เพื่อรองรับการซื้อไฟฟ้าจาก IPP, SPP และซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ)
    • โครงการเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้าระหว่างประเทศแบบระบบต่อระบบ (Grid to Grid) – โครงการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าสมาร์ทกริด (Smart Grid) ซึ่งโครงการพัฒนาระบบส่งทั้งหมดนี้ เป็นโครงการแผนงานที่ กฟผ.ได้รับอนุมัติและอยู่ระหว่าง ก่อสร้างจํานวน 13 โครงการ และเป็นโครงการแผนงานที่ กฟผ. มีแผนศึกษาเพื่อขออนุมัติอีกจํานวน 19 โครงการ

    ภาวะและแนวโน้มธุรกิจด้านผลิตและจำหน่ายเสาโทรคมนาคม ในปี 2560 บริษัทคาดว่า ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ ทั้ง AIS , True, JAS และ Dtac ล้วนแล้วแต่ยังต้องลงทุนขยายโครงข่ายโทรศัพท์มือถือระบบ 3G - 2.1 GHz และ 4G-900 MHz รวมทั้งอาจต้องมีการเตรียมเงินทุนสำหรับการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz ที่น่าจะมีการเปิดประมูลภายในปี 2560 เพิ่มเติม ซึ่งนอกจากเพื่อรองรับการเปลี่ยนการใช้โทรศัพท์มือถือจากระบบ 2G มาสู่ระบบ 3G แล้ว ยังเป็นการเพิ่มคุณภาพของสัญญาณและเพิ่มขอบเขตการให้บริการเป็นระบบ 4 G เพื่อเป็นการจูงใจให้เกิดการย้ายเครือข่าย ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ตลาดโทรคมนาคมแบบไร้สายของไทยในปี 2560 น่าจะยังมีการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2559 โดยน่าจะมีมูลค่าตลาดโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 232,937-237,160 ล้านบาท ขยายตัวในกรอบแคบราวร้อยละ 3.6-5.5 จากปี 2559 ที่คาดว่าจะขยายตัวราวร้อยละ 5.1 โดยได้รับปัจจัยผลักดันหลักจากตลาดการให้บริการสื่อสารข้อมูลที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การขยายตัวของตลาดการให้บริการสื่อสารข้อมูลในปี 2560 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า น่าจะมาจากแรงหนุนหลัก 3 ประการ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ประการแรก กระแสความนิยมในการเข้าใช้โมบาย บรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ต ผ่านโครงข่าย 3G/4G ทุกที่ ทุกเวลาในหมู่ผู้บริโภคไทยตามที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเป็นแนวโน้มต่อเนื่องมาจากปี 2559 โดยเฉพาะความนิยมในการเข้าใช้ 3G/4G เพื่อความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ ดูทีวีออนไลน์ หรือดูหนัง หรือซีรีส์ต่างประเทศออนไลน์ ผ่านโมบาย แอปพลิเคชัน หรือสื่อสังคมออนไลน์อย่างยูทูป เป็นต้น ซึ่งการใช้บริการบันเทิงออนไลน์ (Online Entertainment) ดังกล่าว จำเป็นต้องใช้การสื่อสารข้อมูลในปริมาณมาก

    ประการที่สอง การใช้กลยุทธ์ทางการตลาดอย่างเข้มข้นของกลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคมแบบไร้สายภายใต้สภาวะการแข่งขันที่รุนแรง เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้บริการข้อมูลเพิ่มมากขึ้น โดยอาจมีการนำเสนอแพ็กเกจการใช้บริการข้อมูลในรูปแบบที่หลากหลายด้วยราคาที่คุ้มค่า เช่น การนำเสนอแพกเกจการใช้งานสื่อสารข้อมูลในปริมาณมากด้วยราคาที่สูงขึ้นจากเดิมเพียงเล็กน้อยแก่ลูกค้ารายเดิม และในส่วนลูกค้ารายใหม่ทั้งที่เปิดเบอร์ใหม่ หรือย้ายค่าย ผู้ประกอบการอาจให้ส่วนลดพิเศษสำหรับแพกเกจบริการสื่อสารข้อมูลในปริมาณมาก เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด และเพิ่มรายได้จากฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งอาจส่งผลให้มีการใช้งานบริการสื่อสารข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เป็นต้น

    ประการที่สาม ธุรกิจเกิดใหม่อย่างธุรกิจดิจิทัลเทคสตาร์ทอัป (Digital Tech-Startup) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มต่างๆ ในโลกออนไลน์ ได้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 น่าจะมีกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ให้ความสนใจ และเข้ามาดำเนินธุรกิจในตลาดเพิ่มขึ้น โดยมีการคิดค้นโมเดลทางธุรกิจ ตลอดจนรูปแบบสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่หลากหลายบนโลกออนไลน์ ขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนที่เริ่มเข้ามาดำเนินธุรกิจบ้างแล้วในปี 2559 ก็น่าจะมีการดำเนินธุรกิจกันอย่างจริงจังในปี 2560 เช่นกัน ทั้งนี้ หากโมเดลธุรกิจดิจิทัลเทคสตาร์ทอัปดังกล่าว สามารถตอบโจทย์ความต้องการ หรือสามารถตอบสนองการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ ก็น่าจะส่งผลให้เกิดการใช้งานโมบาย บรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ต เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งความต้องการของตลาดดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทมีโอกาสในการรับงานผลิตและขายเสาโครงเหล็กในปี 2560 อย่างต่อเนื่อง สำหรับธุรกิจด้านการลงทุนในปี 2560 นอกเหนือจากการที่บริษัทจะเริ่มมีรายได้เงินปันผลจากการลงทุนในบริษัทย่อย บริษัทร่วมและบริษัทควบคุมร่วมกันซึ่ง ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว บริษัทคาดว่า จะสามารถเก่อสร้างโครงการสัมปทานน้ำประปาใน สปป.ลาว แล้วเสร็จและสามารถให้ผลตอบแทนแก่บริษัทได้ในปีนี้

    การดำเนินงานและแผนงาน

    ปี 2559 เป็นปีที่บริษัทมีรายได้ขยายตัวขึ้น จากการเพิ่มการลงทุนของภาคเอกชนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 โครงการและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 1 โครงการ กำลังการผลิตรวม 336 เมกกะวัตต์ รวมถึงการขยายการลงทุนของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในการเพิ่มระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับโครงการพลังงาน ส่งผลให้ผลประกอบการปี 2559 บริษัทฯ มีรายได้รวม 7,433.45 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.69 จากรายได้รวมในปี 2558 จำนวน 5,321.20 ล้านบาท มีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 160.77 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 67.99 เมื่อเปรียบเทียบกับผลขาดทุนสุทธิรวมในปี 2558 จำนวน 502.28 ล้านบาท ทั้งนี้ การลดลงของผลขาดทุนมาจากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการซ่อมฐานกังหันโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมห้วยบง 2 และ ห้วยบง 3 (รายละเอียดอธิบายใน หัวข้อ คำอธิบายและวิเคราะห์การเงิน )

    สำหรับปี 2560 คาดว่าจะเป็นปีที่บริษัทมีผลประกอบการที่ดีเนื่องจากเริ่มปรากฏความชัดเจนในนโยบายและวิธีการลงทุนด้านพลังงานทดแทน อาทิเช่น กกพ. มีแผนจะเปิดรับซื้อไฟฟ้ากว่า 1,000 เมกะวัตต์ รวมเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 6 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็นหลัก 4 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เหลือจากปี 2559 ที่เปิดรับซื้อแล้วยังไม่ครบตามเป้าหมาย จึงมาเปิดรับซื้อต่อในปี 2560 โดยโครงการแรกที่จะเปิดรับซื้อไฟฟ้า คือ โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ หรือไบโอแก๊ส เฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้(ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) และ4 อำเภอ ได้แก่ จะนะ เทพพา สะบ้าย้อยและนาทวี จำนวน 8 เมกะวัตต์ ส่วนโครงการที่ 2 ที่จะเปิดรับซื้อไฟฟ้าต่อ คือ โครงการประมูลผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพและก๊าซชีวมวล ซึ่งจะเป็นการเปิดประมูลทั่วไปทั้งประเทศ จำนวน 400 เมกะวัตต์ โครงการที่ 3 ที่จะเปิดรับซื้อคือโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จำนวน 63 เมกะวัตต์ เพื่อให้เต็มเป้าหมายการรับซื้อที่ 140 เมกะวัตต์ หลังจากที่เปิดรับซื้อรอบแรกไปแล้วมีผู้เข้าร่วม 77 เมกะวัตต์ และโครงการสุดท้ายที่จะเปิดรับซื้อช่วงครึ่งหลังของปี 2560 คือโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม) เฉพาะภาคราชการและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 519 เมกะวัตตต์ รวมถึงงานภาครัฐได้เร่งตัวในการเปิดประมูลอย่างต่อเนื่อง เช่นกฟผ. ได้รับอนุมัติงบลงทุนจากคณะรัฐมนตรี วงเงิน 57,587 ล้านบาท โดยจะมีการลงทุนในโครงการระบบส่งและโรงไฟฟ้ารายการใหญ่ 31,879 ล้านบาท รวมถึงแผนระยะยาวและครุภัณฑ์รวม 25,707 ล้านบาท และในปี 2560 ยังมีแผนปรับปรุงงบประมาณในส่วนของโรงไฟฟ้าเพิ่ม 5,758 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายเพิ่มของโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่อง4 -7 วงเงิน 3,500 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทน ระยะที่ 1 จำนวน 2,258 ล้านบาท จากงบประมาณดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทน ทั้งโครงการรวม 30,600 ล้านบาท ส่วนกฟน. มีโครงการนำสายไฟลงใต้ดินระยะที่ 1 เป็นระยะทาง 127.3 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 4.87 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี (พ.ศ.2559-พ.ศ.2568) นอกจากนี้ สำหรับการลงทุนด้านพลังงานทั้งในส่วนภาครัฐและเอกชนที่จะเกิดขึ้น ในปี 2560 จะมีเงินลงทุนรวมกันทั้งสิ้น 587,572 ล้านบาท แยกเป็นการดำเนินงานตามกรอบของแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว หรือ Thailand Integrated Energy Blueprint : TIEB ดังนี้

    • สาขาไฟฟ้า ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เงินลงทุนรวม 121,060 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนจากภาครัฐรวม 91,060 ล้านบาท มีโครงการที่สำคัญ อาทิโครงการขยาย/ปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า และการพัฒนาปรับปรุงโรงไฟฟ้าของ กฟผ. อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4 – 7 โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำงึม 3 และน้ำเทิน 1 โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 โครงการลงทุนด้านระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟภ. และ กฟน. ส่วนการลงทุนภาคเอกชน จะมีการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) และขนาดเล็ก ประมาณการว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท
    • สาขาอนุรักษ์พลังงาน ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) เงินลงทุนรวม 22,000 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินลงทุนจากภาครัฐจำนวน 8,000 ล้านบาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในการสนับสนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ส่วนเงินลงทุนจากภาคเอกชนจำนวน 14,000 ล้านบาท มีโครงการที่สำคัญ ได้แก่ เงินลงทุนของอาคาร/โรงงานควบคุมเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการอนุรักษ์พลังงาน มาตรการสนับสนุนด้านการเงิน เพื่อให้ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อประหยัดพลังงาน ผ่านเงินหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) เป็นต้น
    • สาขาพลังงานทดแทน ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) เงินลงทุนรวม 102,228 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินลงทุนจากภาครัฐจำนวน 3,000 ล้านบาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในการสนับสนุนโครงการศึกษาวิจัยต้นแบบพลังงานทดแทน เป็นต้น ส่วนเงินลงทุนจากภาคเอกชนจำนวน 99,228 ล้านบาท ประมาณการจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่คาดว่าจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ หรือ COD ในปี 2559 อาทิ โครงการ Solar ส่วนราชการ/สหกรณ์ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ขยะ และลม ประมาณ 1,500 เมกะวัตต์
    • สาขาปิโตรเลียม ตามแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan) และแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) จะมีเงินลงทุนรวม 342,284 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนจากภาครัฐรวม 262,284 ล้านบาท มีโครงการที่สำคัญ อาทิ การลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของ ปตท.สผ. โครงการระบบท่อก๊าซตามแผนแม่บทฉบับที่ 3 โครงการ LNG Receiving Terminal ระยะที่ 2 และโครงการขยายคลัง LPG ส่วนการลงทุนจากภาคเอกชน มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท ประมาณการจากแผนการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของผู้รับสัมปทาน อาทิ บริษัท เชฟรอน จำกัด (มหาชน) เป็นต้น การขยายตัวของงานพลังงานทดแทนเหล่านี้ล้วนเป็นช่องทางที่จะเพิ่มโอกาสในการประมูลงานก่อสร้างให้กับบริษัททั้งสิ้น