หน้าแรก ร่วมงานกับเรา ติดต่อเรา
Th En
ภาวะอุตสาหกรรม

เศรษฐกิจไทยปี 2560 และแนวโน้มปี  2561

เศรษฐกิจไทยในปี 2560

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ แถลงว่า เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ร้อยละ 3.8 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.6–4.0) เร่งขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ3.2 และเป็นการขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในครั้งก่อนหน้าโดยได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากการส่งออกสินค้าและบริการที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีซึ่งเป็นไปตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยและจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มขยายตัวขึ้น

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย 2561

ด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจเศรษฐกิจไทยในปี 2561 คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 3.9 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.6–4.6) โดยมีการใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญตามกรอบรายจ่ายลงทุนภาครัฐประจำปีงบประมาณ2561และกรอบการลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ2561ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัวร้อยละ 2.6 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.1–3.1)และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 11.9 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ11.4–12.4) นอกจากนี้การลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นและความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งยังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในประเทศได้มากขึ้นโดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะยังขยายตัวในอัตราเร่งร้อยละ 3.4 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.9 ถึง 3.9) สำหรับการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ร้อยละ3.4 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.9–3.9) จากรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรได้รับผลดีจากภาวะตลาดแรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ดีนอกจากนี้ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายจะยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวขึ้นของการใช้จ่ายภาครัวเรือนสำหรับอุปสงค์ภายนอกประเทศคาดว่าเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าและบริการของไทยอันเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ร้อยละ 4.0 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.5–4.5) ส่วนปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการคาดว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 5.4 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 4.9–5.9) สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะเร่งขึ้นนอกจากนี้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐอีกด้วย

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2561 จะอยู่ที่ร้อยละ 1.4 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.9–1.9) ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศและราคาพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปสำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 42.4พันล้านเหรียญสหรัฐหรือคิดเป็นร้อยละ8.8ของ GDP (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 8.3–9.3 ของ GDP) เนื่องจากดุลการค้าที่คาดว่าจะเกินดุลลดลงมาอยู่ที่ 27.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 26.7–27.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ตามมูลค่าสินค้านำเข้าที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตราเร่งกว่ามูลค่าสินค้าส่งออกโดยคาดว่ามูลค่านำเข้าสินค้าในปี 2561 จะขยายตัวร้อยละ 7.9 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 7.4–8.4) ขณะที่มูลค่าสินค้าส่งออกคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.7 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 5.2–6.2)

ที่มา: สำนักเศรษฐกิจการคลัง, กลุ่มสารนิเทศการคลัง, สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน, สำนักยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค

ภาวะและแนวโน้มของอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า

กระทรวงพลังงานได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดทําแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ในปี 2558 เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้น โดยกระทรวงพลังงาน ได้วางกรอบแผนบูรณาการพลังงานแห่งชาติ จัดทําเป็น 5 แผนหลัก ได้แก่

  1. แผนพัฒนากําลังผลิต ไฟฟ้าของประเทศไทย (Thailand Power Development Plan: PDP)
  2. แผนอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Development Plan: EEDP)
  3. แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงาน ทางเลือก (Alternative Energy Development Plan: AEDP)
  4. แผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติของ ไทย และ
  5. แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง

สำหรับอุตสาหกรรมด้านไฟฟ้าจะให้ความสำคัญกับ แผนพัฒนากําลังผลิต ไฟฟ้าของประเทศไทย (Thailand Power Development Plan: PDP)  แผนอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Development Plan: EEDP)  และ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงาน ทางเลือก (Alternative Energy Development Plan: AEDP)

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยพ.ศ. 2558 - 2579 (PDP2015)

ตามที่กระทรวงพลังงานได้กำหนดแนวทางการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2558 - 2579 (Power Development Plan: PDP2015) พร้อมทั้งจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Development Plan: EEDP) และจัดทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Development Plan: AEDP) ให้สอดคล้องกัน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จึงได้กำหนดกรอบการจัดทำแผนดังกล่าว โดยยึดหลัก

  1. ด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ต้องจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า และใช้เชื้อเพลิงหลากหลาย รวมทั้งมีความเหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป
  2. ด้านเศรษฐกิจ (Economy) ต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสม และคำนึงการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพในภาคเศรษฐกิจต่างๆ
  3. ด้านสิ่งแวดล้อม (Ecology) ต้องลดผลกระทบที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยเฉพาะเป้าหมายในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยผลิตไฟฟ้า

ในการจัดทำแผน PDP2015 จะต้องสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดย สศช. ได้คาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวที่ร้อยละ 3.94 ต่อปี  และจะต้องการบูรณาการกับแผนพลังงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าการเพิ่มประสิทธิภาพตามแผนอนุรักษ์พลังงาน จะทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลงประมาณ 89,672 ล้านหน่วย (GWh) ในปี 2579 นอกจากนั้น ยังมีแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เน้นการพัฒนาพลังงานทดแทนให้เต็มตามศักยภาพในแต่ละพื้นที่ โดยจะมีการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ รวมถึงพลังงานทดแทนอื่นๆ เช่น ลม แสงอาทิตย์ พร้อมขยายระบบส่งไฟฟ้าและระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ 3 การไฟฟ้า ให้รองรับการส่งเสริมพลังงานทดแทนเป็นรายพื้นที่ ตลอดจนพัฒนาระบบ Smart Grid เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

จากปัจจัยข้างต้นค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าเมื่อรวมผลของแผนอนุรักษ์พลังงานและแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกแล้ว ในช่วงปี 2557 – 2579 ความต้องการพลังงานไฟฟ้ารวมสุทธิของประเทศมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 2.67 ต่อปี ในปี 2579 ค่าพยากรณ์ความต้องการพลังงานไฟฟ้ารวมสุทธิ ( Energy ) และพลังไฟฟ้าสูงสุดสุทธิ ( Peak ) ของประเทศมีค่าประมาณ 326,119 ล้านหน่วย และ 49,655 เมกะวัตต์ ตามลำดับ

พ.ศ. PDP2010 Rev3 PDP2015 เปลี่ยนแปลง (%)
พลังไฟฟ้าสูงสุด
(เมกะวัตต์)
พลังไฟฟ้า
(ล้านหน่วย)
พลังไฟฟ้าสูงสุด
(เมกะวัตต์)
พลังไฟฟ้า
(ล้านหน่วย)
พลังไฟฟ้าสูงสุด
(เมกะวัตต์)
พลังไฟฟ้า
(ล้านหน่วย)
2559
31,809
210,619
30,218
197,891
-1,591
-12,728
2569
46,003
304,548
40,791
297,629
-5,212
-36,919
2573
52,256
346,767
44,424
291,519
-7,832
-55,248
2579
-
-
49,655
326,119
-
-

กพช.ได้ใช้ข้อมูลข้างต้นในการจัดทำ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2558 – 2579 (PDP2015) สรุปได้โดยสังเขปเป็นดังนี้ เมื่อสิ้นแผนฯในปลายปี 2579 จะมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมสุทธิ 70,335 เมกะวัตต์ โดยประกอบด้วยกำลังผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน ณ สิ้นปี 2557 เท่ากับ 37,612 เมกะวัตต์ กำลังผลิตของโรงไฟฟ้าใหม่รวม 57,459 เมกะวัตต์ มีการปลดกำลังผลิตโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุ ในช่วงปี 2558 - 2579 จำนวน 24,736 เมกะวัตต์

กำลังผลิตไฟฟ้าในช่วงปี 2558 - 2579
กำลังผลิตไฟฟ้า ณ ธันวาคม 2557
37,612
เมกะวัตต์
กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ในช่วงปี 2558 - 2579
57,459
เมกะวัตต์
กำลังผลิตไฟฟ้าที่ปลดออกจากระบบ ในช่วงปี 2558 - 2579
-24,736
เมกะวัตต์
รวมกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น ณ สิ้นปี 2579
70,335
เมกะวัตต์

กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ในช่วงปี 2558 - 2579 เท่ากับ 57,459 เมกะวัตต์ แยกตามประเภทโรงไฟฟ้า ดังนี้
โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
21,648
เมกะวัตต์
- ในประเทศ
12,105
เมกะวัตต์
- ซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ
9,543
เมกะวัตต์
โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ
2,101
เมกะวัตต์
โรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น
4,119
เมกะวัตต์
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม
17,478
เมกะวัตต์
โรงไฟฟ้าพลังความร้อน
12,113
เมกะวัตต์
- โรงไฟฟ้าถ่านหิน/ลิกไนต์
7,390
เมกะวัตต์
- โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
2,000
เมกะวัตต์
- โรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส
1,250
เมกะวัตต์
- ซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ
1,473
เมกะวัตต์
รวม
57,459
เมกะวัตต์

แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 - 2579 (AEDP 2015)

สำหรับการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก กพช. ได้มีมติให้ปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ระหว่างปี 2558 - 2579 โดยเพิ่มเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ทุกประเภท จากเดิม 13,927 เมกะวัตต์ เป็น 19,684 เมกะวัตต์ ตามวัตถุประสงค์ที่จะลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชน และ สนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในประเทศ โดยมีกรอบนโยบายหลักดังนี้

  1. ส่งเสริมพลังงานจากขยะ และตามด้วยพลังงานชีวภาพ ได้แก่ ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ เป็นอันดับแรก
  2. กำหนดเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตามรายภูมิภาค หรือการ Zoning ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าและศักยภาพพลังงานหมุนเวียน
  3. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์และลม เมื่อต้นทุนการผลิตสามารถแข่งขันได้กับการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ที่นำเข้าจากต่างประเทศ และส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าที่เกิดการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง และการลดการนำเข้าพลังงานจากฟอสซิล และ
  4. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนด้วยวิธีการแข่งขันด้านราคา (Competitive Bidding) ตามแผน PDP 2015 โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนจากร้อยละ 9 เป็นร้อยละ 20 ของปริมาณความต้องการไฟฟ้ารวมของประเทศในปี 2579 คิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวมประมาณ 19,635 เมกกะวัตต์

สรุปแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 - 2579 (AEDP 2015)

ผลรวมเป้าหมายตาม AEDP 2015 สรุปได้ดังนี้

เป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนเพื่อการผลิตไฟฟ้า

ประเภทพลังงาน เป้าหมายปี พ.ศ. 2579
ไฟฟ้า MW ktoe
ขยะชุมชน
500
261.35
ขยะอุตสาหกรรม
50
26.13
ชีวมวล
5,570
2,910.37
ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย)
600
313.50
พลังน้ำขนาดเล็ก
376
115.07
ก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน)
680
395.91
พลังงานลม
3,002
403.35
พลังงานแสงอาทิตย์
6,000
716.58
พลังน้ำขนาดใหญ่
2,906.40
446.07
รวมเมกะวัตต์ติดตั้ง (เมกะวัตต์)
19,684.40
5,588.24
การใช้พลังงานไฟฟ้าปี 2579 (ktoe)
27,788.60
สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก RE (%)
20.11%
การใช้พลังงานขั้นสุดท้าย (ktoe)
131,000
สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน (%)
4.27%

สถานภาพการผลิตเทียบกับเป้าหมาย

ประเภทเชื้อเพลิง สถานภาพ สิ้นปี 2560
(เมกะวัตต์)
เป้าหมายปี 2579
(เมกะวัตต์)
ขยะชุมชน
160.64
500.00
ขยะอุตสาหกรรม
-
50.00
ชีวมวล
2,955.06
5,570.00
ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย)
443.90
600.00
พลังน้ำขนาดเล็ก
182.12
376.00
ก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน)
1.56
680.00
พลังงานลม
491.26
3,002.00
พลังงานแสงอาทิตย์
2,907.87
6,000.00
พลังน้ำขนาดใหญ่
2,906.40
2,906.40**
รวมเมกะวัตต์ติดตั้ง (เมกะวัตต์)
10,048.81
19,684.40

แผนพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า

ในการสนับสนุนให้แผน PDP และ AEDP บรรลุเป้าหมายสามารถผลิตและจัดส่งกระแสไฟฟ้าไปสู่ผู้ใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้จัดทำโครงการและแผนงานพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าที่จะดำเนินการในช่วงเวลาตามแผน  PDP2015 ประกอบด้วยโครงการต่างๆดังนี้

  • - โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น   จำนวน 9 โครงการ
  • - โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า จำนวน 7 โครงการ
  • - โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน จำนวน 5 โครงการ
  • - โครงการระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการเชื่อมต่อโรงไฟฟ้า จำนวน 9 โครงการ (เพื่อรองรับการซื้อไฟฟ้าจากIPP, SPP และ ซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ)
  • - โครงการเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้าระหว่างประเทศแบบระบบต่อระบบ (Grid to Grid)
  • - โครงการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าสมาร์ทกริด (Smart Grid)

โดยการพัฒนาระบบส่งทั้งหมดนี้เป็นโครงการและแผนงานที่กฟผ.ได้รับอนุมัติและอยู่ระหว่างก่อสร้างจำนวน 13 โครงการ และเป็นโครงการแผนงานที่กฟผ.มีแผนศึกษาเพื่อขออนุมัติอีกจำนวน 19 โครงการ

แผนพัฒนาความมั่นคงของระบบส่งไฟฟ้า

นอกเหนือจากการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าให้สามารถรองรับการปรับปรุงระบบตามแผน PDP และ AEDP แล้ว การเสริมความมั่นคงของระบบให้มีความเสถียรในการผลิตและจ่ายไฟฟ้าก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน กฟผ.ได้กำหนดแผนเพิ่มความมั่นคงระบบไฟฟ้าโดยครอบคุมระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และระบบจำหน่ายไฟฟ้า สำหรับพื้นที่ที่มีโอกาสและมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างใน 2 พื้นที่ ได้แก่

ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้

เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าของภาคใต้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 3 ต่อปี ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาโรงไฟฟ้าเพิ่มเติม 3 โรงในช่วงปี 2562- 2567 ดังนี้

  • - ปี 2562 โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่กำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิ 800 เมกะวัตต์
  • - ปี 2564 โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเครื่องที่ 1 กำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิ 1,000 เมกะวัตต์
  • - ปี 2567 โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเครื่องที่ 2 กำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิ 1,000 เมกะวัตต์

ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคกลางและกรุงเทพฯและปริมณฑล

เนื่องจากการใช้ไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯมีปริมาณสูงคิดเป็นประมาณร้อยละ30 ปัจจุบันต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าภาคอื่นๆทำให้มีความเสี่ยงด้านความมั่งคงประกอบกับโรงไฟฟ้าในพื้นที่จะหมดอายุลงมีผลให้กำลังผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ลดลงประกอบกับเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นศูนย์การของประเทศและมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงมีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานในช่วงปี 2562-2568 ดังนี้

  • - ปี 2562 โรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทนเครื่องที่ 1-5 กำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิ 1,300 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าบางปะกงทดแทนเครื่องที่ 1-2 กำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิ 1,300 เมกะวัตต์
  • - ปี 2565 โรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทนชุดที่1-2 กำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิ 1,300 เมกะวัตต์
  • - ปี 2566 โรงไฟฟ้าวังน้อยทดแทนชุดที่1-2 กำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิ 1,300 เมกะวัตต์
  • - ปี 2568 โรงไฟฟ้าวังน้อยทดแทนชุดที่3 กำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิ 1,300 เมกะวัตต์

จากรายละเอียดข้างต้น จะเห็นได้ว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการจัดการด้านพลังงาน ซึ่งในส่วนของระบบไฟฟ้า ได้วางแผนการจัดหาไฟฟ้าให้มีการกระจายชนิดของเชื้อเพลิง เพื่อลดความเสี่ยงด้านการจัดหา ความผันผวนทางด้านราคา และลดต้นทุนการผลิต รวมถึงส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และพลังงานทางเลือก  โดยเฉพาะการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและชีวมวล ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ ทั้งลม แสงอาทิตย์ พลังน้ำ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ พลังงานจากขยะ ส่งเสริมการจัดหาและการใช้พลังงานที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดมาตรฐานด้านต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดโครงการกลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการด้านพลังงาน และส่งเสริมให้นโยบายด้านพลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติโดยเพิ่มปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 - 2579 (AEDP 2015) จาก 13,927 เมกะวัตต์ เป็น 19,684.40 เมกะวัตต์ นั้นจะเป็นที่มาของการเพิ่มการลงทุนในงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้า  งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล  รวมถึงการลงทุนด้านโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน  ทำให้ให้มีการเพิ่มขนาดของตลาด งานระบบสายส่ง 115-500 เควี  สถานีไฟฟ้าย่อย รวมถึงงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนประเภทต่าง ๆ  ซึ่งเป็นการลงทุนระดับ SPP และ VSPP  ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสที่จะขยายการเติบโตของรายได้และกำไรในระยะยาว

ภาวะและแนวโน้มธุรกิจด้านผลิตและจำหน่ายเสาโทรคมนาคม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภาพรวมตลาดโทรคมนาคมแบบไร้สายของไทยในปี 2561 ยังคงมีทิศทางการเติบโตที่ชะลอตัวลง อันเนื่องมาจากสภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาด โดยเฉพาะการแข่งขันในด้านราคาสำหรับการใช้บริการสื่อสารข้อมูล (Data) ต่อเมกะไบต์ที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้รายได้จากการให้บริการสื่อสารข้อมูลมีแนวโน้มเติบโตที่ชะลอตัว ในขณะที่รายได้จากการให้บริการเสียง (Voice) ก็ยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่องจากการที่ผู้บริโภคไทยส่วนใหญ่นิยมใช้สื่อออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันแทนการโทร ซึ่งเป็นเทรนด์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุค 3G ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ประกอบการยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการบริหารต้นทุนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะต้นทุนค่าใบอนุญาตประกอบกิจการ ต้นทุนการขยายโครงข่าย 4G อีกทั้ง ยังต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการประมูลคลื่น 900 MHz และ 1800 MHz ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2561 อีกด้วย

จากภาพรวมตลาดที่ยังคงมีสภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นต่อเนื่องนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ตลาดโทรคมนาคมแบบไร้สายโดยรวมในปี 2561 คาดว่า น่าจะมีมูลค่าอยู่ประมาณ 253,930 – 259,580 ล้านบาท ขยายตัวในกรอบร้อยละ 4.7 – 7.1 จากปี 2560 (ค่ากลางอยู่ที่ร้อยละ 5.9) โดยน่าจะได้รับแรงหนุนหลักมาจากการทำการตลาดของกลุ่มผู้ประกอบการที่ผลักดันให้มีผู้ใช้งานแบบรายเดือนเพิ่มขึ้น หรือการผลักดันให้ผู้ใช้รายเดือนเดิมเปลี่ยนแพ็กเกจมาอยู่ในระดับราคาที่สูงขึ้น โดยมีแรงจูงใจจากการให้ใช้โมบายอินเทอร์เน็ตในปริมาณมากขึ้น รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยที่ยังคงนิยมใช้โมบายบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ทำให้มูลค่าตลาดบริการสื่อสารข้อมูลยังคงขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การเติบโตของตลาดบริการสื่อสารข้อมูลดังกล่าวน่าจะมีแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัว โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2561 มูลค่าตลาดบริการสื่อสารข้อมูลในไทยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 186,660 – 190,490 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตอยู่ในกรอบราวร้อยละ 14.7 – 17.1 ชะลอตัวลงจากปี 2560 ที่คาดว่าจะขยายตัวอยู่ราวร้อยละ 21.8  จากการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาด

สำหรับตลาดด้านการให้บริการเสียงในปี 2561 ก็ยังคงหดตัว โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าตลาดด้านการให้บริการเสียงจะมีมูลค่าอยู่ราว 67,270 – 69,090 ล้านบาท หดตัวราวร้อยละ 13.3 – 15.6 จากปี 2560 อย่างไรก็ตามปัจจัยสนับสนุนที่ยังคงส่งผลให้อุตสาหกรรมเติบโตมาจากแรงหนุนหลัก 3 ประการ รายละเอียดดังนี้

ประการแรก กระแสความนิยมในการเข้าใช้โมบาย บรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ต ผ่านโครงข่าย 4G ทุกที่ ทุกเวลาในหมู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะความนิยมในการเข้าใช้ 4G เพื่อความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ ดูทีวีออนไลน์ หรือดูหนัง หรือซีรีส์ต่างประเทศออนไลน์ ผ่านโมบาย แอปพลิเคชัน หรือสื่อสังคมออนไลน์อย่างยูทูป เป็นต้น ซึ่งการใช้บริการบันเทิงออนไลน์ (Online Entertainment) ดังกล่าว จำเป็นต้องใช้การสื่อสารข้อมูลในปริมาณมาก

ประการที่สอง การใช้กลยุทธ์ทางการตลาดอย่างเข้มข้นของกลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคมแบบไร้สายภายใต้สภาวะการแข่งขันที่รุนแรง เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้บริการข้อมูลเพิ่มมากขึ้น โดยมีการนำเสนอแพ็กเกจการใช้บริการข้อมูลในรูปแบบที่หลากหลายด้วยราคาที่คุ้มค่า เช่น การนำเสนอแพกเกจการใช้งานสื่อสารข้อมูลในปริมาณมากด้วยราคาที่สูงขึ้นจากเดิมเพียงเล็กน้อยแก่ลูกค้ารายเดิม และในส่วนลูกค้ารายใหม่ทั้งที่เปิดเบอร์ใหม่ หรือย้ายค่าย ผู้ประกอบการอาจให้ส่วนลดพิเศษสำหรับแพกเกจบริการสื่อสารข้อมูลในปริมาณมาก เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด และเพิ่มรายได้จากฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งอาจส่งผลให้มีการใช้งานบริการสื่อสารข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เป็นต้น

ประการที่สาม ธุรกิจเกิดใหม่อย่างธุรกิจดิจิทัลเทคสตาร์ทอัป (Digital Tech-Startup) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มต่างๆ ในโลกออนไลน์ ได้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 น่าจะมีกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ให้ความสนใจ และเข้ามาดำเนินธุรกิจในตลาดเพิ่มขึ้น โดยมีการคิดค้นโมเดลทางธุรกิจ ตลอดจนรูปแบบสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่หลากหลายบนโลกออนไลน์ ทั้งนี้ หากโมเดลธุรกิจดิจิทัลเทคสตาร์ทอัปดังกล่าว สามารถตอบโจทย์ความต้องการ หรือสามารถตอบสนองการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ ก็น่าจะส่งผลให้เกิดการใช้งานโมบาย บรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ต เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต